หน้าแรก > บทความ > ผมเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
ผมเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

       เมื่อห้าปีที่แล้วผมป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 3 ไม่รู้ตัวว่าป่วยมาก่อน สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีทุกประการ กินได้ นอนหลับ และขับถ่ายตามปกติ เพียงแต่ว่ารอบพุงเพิ่มขึ้น ๆ ตามประสาคนอ้วน

       ปีที่ตรวจพบว่าผมเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น เป็นช่วงทุเรียนกำลังล้นตลาด คือราวเดือนมิถุนายน ผมเตรียมรถตู้ชักชวนคนที่ร้านเพื่อไปซื้อทุเรียนที่สวนทุเรียนจังหวัดระยอง ก่อนวันเดินทาง ภรรยาแนะว่าจะกินทุเรียนเป็นอาหารหลัก ควรไปให้หมอตรวจสุขภาพสักหน่อยนะ เพราะสองสามวันมานี้ผมเรอบ่อยมาก

       ผมรับฟังข้อแนะนำไปอย่างนั้นเองครับ คือฟังหูซ้ายก็ทะลุออกหูขวา แต่ให้เผอิญวันก่อนไปซื้อทุเรียนต้องพาพนักงานไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ระหว่างที่รอคนไข้ ผมก็เดินอ่านป้ายประกาศของโรงพยาบาลไปเรื่อย ๆ ไปพบป้ายประกาศลดราคาพิเศษสำหรับการตรวจร่างกายเกือบทุกระบบในร่างกาย ยกเว้นสมองกับหัวใจ ลดราคาค่าตรวจถึง 40% และวันที่ผมอ่านป้ายประกาศนี้เป็นวันสุดท้ายของการลดราคาพิเศษพอดี

       ผมจึงตัดสินใจไปทำบัตรคนไข้และแจ้งความประสงค์ขอตรวจร่างกาย ยังจำได้ว่าคุณหมอที่ตรวจร่างกายผมคนแรก เรียกผมเข้าไปพบครั้งที่สองหลังจากดูภาพจากการอัลตราซาวน์แล้วว่า

       “อัลตราซาวน์ไม่พบข้อผิดปกติอะไร แต่โลหิตคุณน้อยกว่าปกติมาก” คุณหมอพูดไปก็ดูภาพจากอัลตราซาวน์ประกอบไปด้วย

       “ถ่ายเป็นสีดำหรือเปล่า” หมอถาม “ท้องผูกหรือเปล่า”

       “สีปกติครับ ไม่ดำ และก็ถ่ายวันละสองเวลา เช้าเย็น”

       “หมอว่าคุณต้องมีเลือดรั่วที่ไหนสักแห่งเป็นแน่ ขึ้นนอนบนเตียง ผมขอตรวจอีกรอบหนึ่ง”

       พอผมขึ้นนอนบนเตียงเรียบร้อย หมอก็มาคลำและกดที่ท้องของผม กดไปทางซ้าย และย้ายมากดทางขวา กดอยู่สองสามที หมอก็อุทานออกมาอย่างดีใจ

       “ฮ้า พบแล้ว นี่ไง นี่ไง แอบอยู่หลังลำไส้นี่เอง ไปอัลตราซาวน์อีกครั้งครับ”

       คราวนี้คุณหมอคนที่คลำเจอก้อนหลังลำไส้ พาผมมายังแผนกอัลตราซาวน์ด้วยตัวเอง และยืนดูเวลาคุณหมออีกคนทำอัลตราซาวน์ให้ผม ในที่สุดก็พบก้อนไขมันหรือก้อนเนื้อไม่ทราบได้ ก้อนใหญ่เท่ากำปั้นซ่อนอยู่หลังลำไส้ใหญ่ แล้วคุณหมอคนที่ตรวจพบก้อนที่ว่านี้ก็พาผมมาส่งให้คุณหมอผ่าตัดยังอีกห้องหนึ่ง

       “ก้อนที่พบนี่ไม่ใช่ตับครับ ตับมันจะนิ่ม ๆ แต่ที่คลำพบนี้มันแข็ง ต้องเป็นก้อนเนื้อแน่ ๆ แต่จะเป็นก้อนเนื้อร้ายหรือเนื้อไม่ร้าย ยังไม่ทราบ ต้องถ่ายเอกซเรย์ใหญ่ดูอีกครั้ง” คุณหมอผ่าตัดซึ่งต่อมาผมเป็นคนไข้ของคุณหมอคนนี้ อธิบายให้ผมฟัง และทำเรื่องส่งตัวผมมายังศูนย์เอกซเรย์ที่ใช้เครื่องสแกนเนอร์ฉายทั้งตัว รถโรงพยาบาลพาผมมา ขณะนั้นผมยังไม่ได้ป่วยไข้อะไรเลย พอขึ้นรถคนไข้ของโรงพยาบาลนางพยาบาลก็บอกให้ผมนอนบนเตียง

       “นั่งได้ไหมครับ”

       “นั่งไม่สะดวกค่ะ นอนเถอะ ไม่เป็นไร” นางพยาบาลแนะ ผมเลยนอน แล้วรถก็เปิดไซเรนขอทางเป็นเพลง “ตายแน่ ตายแน่” ไปตลอดทางขาไปและตลอดทางขากลับ

       ผมกลับมาพบหมออีกครั้งหลังจากถ่ายเอกซเรย์ทั้งตัวแล้วก็ตกบ่ายโมง

       “ผมจองห้องให้คุณแล้ว” หมอเจ้าของไข้บอกกับผม “วันนี้ต้องเอกซเรย์ลำไส้อีก”

       เป็นอันว่าวันนั้นผมไม่ได้กลับบ้าน ระหว่างที่เข้าห้องพัก หมอก็สั่งให้ผมดื่มน้ำเป็นการใหญ่ เพื่อล้างท้อง แล้วทางโรงพยาบาลก็ตามภรรยาผมไปเซ็นชื่ออนุญาตให้ผ่าตัดได้ คุณหมอซุบซิบกับภรรยาผมที่หน้าห้องคนไข้ไม่ให้ผมได้ยิน แต่พอกระซิบกันเสร็จ ภรรยาก็เดินมาตบแขนผมเบา ๆ ถามว่า “เป็นอะไรรู้ไหม” ผมมองหน้าเป็นเชิงถาม “มะเร็ง” ภรรยาผมบอก คุณหมอที่พยายามไม่ให้ผมรู้ งุนงงกับพฤติกรรมของภรรยากับผมอยู่ครู่หนึ่ง จึงเดินมาสมทบที่เตียงคนไข้

       “ต้องตัดเอาออกครับ ไม่ร้ายแรงอะไร” หมอพูดปลอบใจ

       “เหรอครับ” ผมตอบรับไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้รู้สึกกลัวเกรงอะไร เพราะมะเร็งก็คือมะเร็ง และผมเองก็ไม่ได้เจ็บปวดกับเจ้าโรคนี้แต่อย่างใด

       “ผมจองคิวห้องผ่าตัดไว้ให้แล้ว พรุ่งนี้สาย ๆ ครับ”

       วันรุ่งขึ้นที่เตรียมจะไปซื้อทุเรียนจึงต้องไปเข้าห้องผ่าตัดแทน!

       จำได้ว่า สายวันรุ่งขึ้น นางพยาบาลเข็นเตียงคนไข้เข้ามาในห้องผม แล้วบอกให้ผมมานอนบนเตียงคนไข้ จากนั้นก็เข็นออกจากห้องเพื่อพาไปยังห้องผ่าตัด

       “มีคนไข้ต้องผ่าตัดมากไหมครับ” ผมชวนคุย เพราะดีกว่านอนเฉย ๆ หรือจะให้นอนครางฮือฮือก็ไม่ได้เจ็บปวดอะไร จะให้ตัวสั่นงันงกก็ไม่ตกใจกลัวอะไร จึงคุยดีกว่า

       “เช้านี้มีสองราย รายแรกผ่าตัดเสร็จไปแล้วค่ะ”

       “น่ากลัวมากไหม หนู การผ่าตัดนี่”

       “คงไม่มั้งคะ เจ็บก็ไม่เจ็บ หนูว่าฉีดยาเจ็บกว่า คุณหมอจะวางยาสลบก่อน แล้วก็ลงมือผ่าตัดแป๊บเดียว อย่างของคุณลุงนี้ไม่ถึงชั่วโมงก็คงเสร็จ”

       เธออธิบายราวกับว่าเธอเป็นคนลงมือผ่าตัดเอง หรือไม่เช่นนั้นเธอก็คงเคยถูกผ่ามาก่อนเป็นแน่

       ผมชวนนางพยาบาลคุยบ้าง นางพยาบาลชวนผมคุยบ้าง คุยอยู่ตั้งนานไม่เห็นลงมือผ่าตัดสักที จำได้ว่ามีนางพยาบาลเอายามาให้ดม ผมก็นึกว่าเดี๋ยวคงหลับ แต่ก็ยังไม่หลับ ได้ยินเสียงนางพยาบาลโต้ตอบกับผมอยู่แจ้ว ๆ ผมเลยนึกในใจว่า การผ่าตัดเดี๋ยวนี้ก้าวหน้ามาก ไม่ต้องให้คนไข้สลบ อย่างนี้ก็ดี ผมจะได้ดูขั้นตอนในการผ่าตัด แล้วจำเอาไปบอกเล่าให้คนอื่นฟังได้อย่างถูกต้อง

       คุยจนเบื่อ จึงถามนางพยาบาลว่า “เมื่อไหร่จะลงมือผ่าตัดครับ”

       “ผ่าเสร็จไปสองวันแล้วค่ะ คุณลุงสลบไปสามวันเต็ม ๆ ฟื้นแล้ว ค่อยโล่งใจ” เธอพูดอย่างยินดีปรีดา แต่ผมงุนงง อะไรกันนี่ เราสลบไปโดยไม่รู้ตัวถึงสามวันเชียวหรือนี่?

       ผมนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 15 วัน หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่พอกลับมาอยู่บ้านได้เพียงคืนเดียว ขณะผมอยู่บ้านตามลำพัง ทุกคนคือภรรยาไปทำงาน ลูก ๆ ไปเรียน ผมก็ไข้ขึ้น หนาวสั่นไปทั้งตัว เผอิญคุณหมอเจ้าของไข้ ให้พยาบาลโทร.มาเยี่ยม ผมรับโทรศัพท์ทั้ง ๆ หนาวสั่น วางหูโทรศัพท์ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถโรงพยาบาลก็เปิดไซเรนดังมาทั้งถนนซอย มาจอดรับตัวผมไปโรงพยาบาลอีกครั้ง

       ผมเข้าโรงพยาบาลครั้งที่สอง สืบเนื่องจากแพ้ยาสลบ เกิดอาการช็อก พลอยให้ตับอักเสบไปด้วย ตัวเหลืองเหมือนทาขมิ้น นัยน์ตาขาวก็เหลือง แล้วปอดก็ชื้น ต้องให้น้ำเกลือ ให้เลือด แผลที่ผ่าตัดไว้ก็ยังไม่หายดี เข้าโรงพยาบาลคราวนี้บอบช้ำยิ่งนัก

       ปอดชื้นนั้นแท้ที่จริงคือปอดหดตัว ทุกเช้าจะต้องมีนักกายภาพบำบัดมาตบหลังและหน้าอกประมาณ 30 นาที เพื่อให้ปอดขยายตัว ต้องงดอาหารมันทุกชนิด ดื่มแต่น้ำหวานวันละสอง-สามเหยือก

       ตอนผ่าตัดครั้งแรก หมอพยายามให้ผมเดิน แผลจะได้หายเร็ว แต่มันเดินลำบากมากครับ มีทั้งสายน้ำเกลือ สายให้เลือด แล้วจะเจ็บแผลมาก แต่ตอนตับอักเสบ ปอดชื้น หมอให้นอนเฉย ๆ แต่ผมกลับอยากเดิน เพราะไม่เจ็บแผลผ่าตัดแล้ว

       หมอมากระซิบบอกผมว่า “เสียใจด้วยนะครับ ต่อไปนี้คุณต้องงดเหล้า บุหรี่ เบียร์และแอลกอฮอล์ทั้งหลาย” สำเนียงที่หมอพูดช่างเห็นอกเห็นใจผมเหลือเกิน

       “อ๋อ...ไม่ดื่มและไม่สูบบุหรี่อยู่แล้วครับ”

       สีหน้าของหมอดูแช่มชื่นขึ้นทันตา “ดีจริงครับ”

       “พวกไวน์ดื่มได้ไหมครับ” ผมถาม

       “ไวน์แดงดีเลยครับ” หมอแนะแล้วพูดต่อว่า “คุณต้องมาให้เคโมต่อนะครับ เรามีหมอเฉพาะโรคนี้จากโรงพยาบาลพระมงกุฎมาดูแลประจำ ผมจะทำเรื่องนัดหมอให้ ต้องมารักษานะครับ”

       หมอผ่าตัดผมเป็นหมอผู้ชาย แต่หมอรักษามะเร็งให้ยาเคโมบำบัดผมเป็นผู้หญิงแต่พูดจาโผงผางสมกับอยู่โรงพยาบาลทหาร

       “คุณวิริยะคุณเป็นมะเร็งระยะที่สาม ต้องให้ยาเคโม มีทั้งฉีดเข้าเส้นกับยากิน คุณจะเอาแบบไหนดีล่ะ”

       ผมมองหน้าคุณหมอเป็นทำนองหารือ “แบบยาฉีด เวลาฉีดแล้วต้องนอนโรงพยายาลหรือเปล่าครับ”

       “ถ้าแพ้ก็นอนแค่คืนสองคืนเท่านั้น”

       “ยารับประทานเล่าครับ”

       “อย่างรับประทานก็เอาไปกินที่บ้านได้ กินทุกวัน เดือนหนึ่ง สามสัปดาห์ หยุดสัปดาห์หนึ่ง แต่ยากินเป็นเวชกรรมอย่างใหม่ ราคาแพงกว่ายาฉีด”

       “ราคาสักเท่าไหร่ครับ” ผมถามเพราะกลัวเข็มฉีดยามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

       “ยาฉีดเข็มหนึ่งก็ราว ๆ หมื่นห้าถึงสองหมื่น ถ้ายากินกินทุกวัน วันละสามมื้อ เดือนหนึ่งกิน 20 วัน ก็ตกประมาณเดือนละสี่หมื่นบาท”

       ผมนั่งนิ่งนึกตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่งก็บอกกับหมอว่า ผมเลือกเอายาแบบรับประทานดีกว่า

       “คุณต้องกินติดต่อกันสิบสองเดือน มีใครดูแลคุณไหม”

       ผมบอกชื่อลูกสาวคนโตให้หมอทราบ หมอจึงแนะด้วยความเมตตาว่า “ให้ลูกสาวไปทำบัตรคนไข้ที่โรงพยาบาลที่หมอประจำ คุณจะได้ซื้อยาได้ถูกลงเพราะเป็นคนไข้ใน ไปหาหมอก่อนนะ” คุณหมอบอกตึกที่คุณหมออยู่ บอกห้อง “ไม่พบหมอหรอก จะพบพยาบาลหน้าห้อง หมอจะสั่งไว้ ไปติดต่อกับนางพยาบาลได้เลย” แล้วคุณหมอก็บอกพยาบาลหน้าห้องของคุณหมอให้

       ผมซื้อยาได้ถูกลงหลายพันบาทครับ

       เดือนแรกที่กินยาเคโม หมอสั่งให้ไปพบทุกสิบห้าวัน แต่ถ้ามีปัญหาอะไรก็ไปหาได้ตลอดเวลา

       ผมกินเคโมไปได้สองเดือนก็เกิดอาการแพ้ยา คือ น้ำหนักตัวลดลงทุกวัน จนตัวแห้งเหี่ยว เล็บมือเล็บเท้าอ่อนนิ่มจนแทบจะหักพับได้ ที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ เลือดออกในปาก กินข้าวปลาอาหารไม่ได้เลย ลมจึงตีขึ้นมาจุกแน่นที่หน้าอก ล้มตัวลงนอน ลมก็ตีขึ้น พานหายใจไม่ออก ลุกขึ้นนั่งก็หมดแรงจะทรงกายนาน ๆ เดินก็ไม่ไหว ได้แต่นั่ง-นอนแบบเอน ๆ ผมจึงไปพบหมอแล้วรายงานให้ทราบ

       “คุณแพ้มาก หมอจะลดยาลงมื้อหนึ่ง มื้อกลางวันไม่ต้องกิน แต่ก็ต้องยืดเวลารักษาออกไปนะ”

       ผมรับทราบและกลับมากินยาต่อ อาการแพ้ดังกล่าวยิ่งมากขึ้น แต่เส้นผมไม่หลุดร่วงเหมือนคนอื่นบางคนที่ให้เคโมแล้วศีรษะล้าน สุดจะทนกล้ำกลืนฝืนกินยาต่อไปอีก จึงไปบอกกับหมอว่า

       “ผมคงจะตายเพราะยาเคโมมากกว่าจะตายเพราะมะเร็งเป็นแน่ครับ”

       “คุณนี่รู้ดีกว่าหมอ” หมอพูดเสียงดังด้วยชักฉุนที่ผมรู้ดีกว่าหมอ “ตั้งแต่รักษาโรคนี้มายี่สิบกว่าปีไม่เคยมีใครตายเพราะยาเคโมนี่สักคน”

       ผมนั่งฟังหมอแจงสรรพคุณยาอยู่ครู่ใหญ่ หมอก็ถามว่า “ยาเหลือกี่เม็ดเล่าคุณ” ผมเผลอบอกไปตามจำนวนที่เหลือจริง เท่านั้นแหละครับ

       “คุณกินยาไม่ครบนี่ ถ้ารู้ดีกว่าหมออย่างนี้ก็กลับไปรักษาเองเถอะ ไม่ต้องมาหาอีก” คุณหมอพูดเสียงดัง จนนางพยาบาลผู้ช่วยหลบออกไปยืนด้านหลังคุณหมอ

       วันนั้นผมกลับบ้าน พร้อมกับตัดสินใจว่า “กูไม่กินมันอีกแล้ว” แล้วก็ไม่กินยาเคโมอีกเลย (เสียดายเหมือนกันครับ เสียดายยาที่เหลืออีกหลายพันบาทเหมือนกัน)

       ตั้งแต่วันไม่กินเคโมเป็นต้นมา ผมก็มีเนื้อเพิ่มขึ้น ผมกินทุกอย่างที่อยากกิน แต่กินแต่น้อย ๆ อาการแพ้ต่าง ๆ ก็หมดไป แต่แม่เอย ภรรยาเอย ลูกเอย พอรู้ว่าผมเลิกเคโม ต่างก็เป็นทุกข์เป็นร้อนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทุกคนขอร้องให้กลับไปหาหมอตามเดิม

       ผมเห็นว่าทุกคนเป็นทุกข์เพราะผม เนื่องจากผมไม่กินยาอะไรเลย มะเร็งขั้น 3 ที่ผมเป็นอยู่นั้นมันลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองแล้ว ต้องตัดลำไส้ออกไป 7 ฟุต และต่อมน้ำเหลือง 2 ต่อม ชีวิตผมคงไม่รอดแน่นอน เพื่อไม่ให้คนรอบข้างเป็นทุกข์มากนัก ผมเลยเลือกกิน “ยา” อย่างหนึ่ง เพื่อให้พวกเขาสบายใจ คือเลือกกินหญ้าปักกิ่ง ตามคำแนะนำของผู้มาเยี่ยมคนหนึ่ง และผมก็กินหญ้าปักกิ่งเรื่อยมา จนถึงปัจจุบันก็ยังกินอยู่

       กินหญ้าปักกิ่งได้ประมาณ 4-5 เดือน นางพยาบาลที่เป็นผู้ช่วยหมอก็โทร.มาที่บ้านมาถามไถ่อาการ และเรียกให้ไปตรวจ ผมจึงได้กลับไปให้หมอตรวจอีกครั้ง และหมอก็นัดพบทุกเดือนในช่วงปีแรก ทุกสามเดือนในช่วงปีที่สอง ทุกหกเดือนในช่วงปีที่สาม ขณะนี้ (พ.ศ.2546) ย่างเข้าปีที่ห้าแล้ว ผมก็ยังไปพบหมอทุกหกเดือนอยู่ครับ ไปแต่ละครั้งก็ไปเจาะเลือดตรวจดูเชื้อมะเร็ง ตรวจอุจจาระ บางคราวก็ฉายเอกซเรย์ใหญ่ดูลำไส้ ทำอัลตราซาวน์ ผลก็คือ ยังไม่พบเชื้อมะเร็ง

       “เข้าปีที่ห้าแล้ว หมอวางใจได้ แต่คุณต้องมาตรวจเสมอ ๆ นะ คราวต่อไปจะตรวจไขมัน ความดัน น้ำตาล ดูด้วย”

| NEXT
โบตั๋น ไข่ดาว สำนักพิมพ์ ร้านชมรมเด็ก